วัดสุนทราวาส วันนี้มีที่มา รู้แล้วแชร์ต่อ

พัทลุง อยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลา ห่างจากกรุงเทพฯ 860 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้น 3,424.473 ตารางกิโลเมตร เป็นเมืองแห่งขุนเขาที่เก่าแก่โบราณเมืองหนึ่งของภาคใต้
ลุงหนวด
Power Membership
Power Membership
โพสต์: 4032
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 12 ธ.ค. 2014 12:01 pm

วัดสุนทราวาส วันนี้มีที่มา รู้แล้วแชร์ต่อ

โพสต์โดย ลุงหนวด » พฤหัสฯ. 15 ต.ค. 2020 9:56 pm

ตำนาน “คนใต้วิจารณ์กษัตริย์” : ‘วัดหงส์รัตนาราม’ กับ ‘พระสงฆ์จากกลางนาพัทลุง’ สู่ วัดสุนทราวาส


ใครๆ ก็ไปบวช #วัดหงส์รัตนาราม ตั้งแต่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงศ์ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ส่วนบิ๊กๆ ทางทหารคนอื่นๆ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรืโอชา ก็เลื่อมใส ขณะที่ พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ก็ทอดกฐิน

วัดนี้แต่โบราณมาสร้างโดยคนจีนชื่อ “หง” จึงได้ชื่อว่า “วัดขรัวหง” มาเปลี่ยนเป็นภาษาบาลี “หงสาราม” (หงส์+อาราม) ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จนสุดท้ายเปลี่ยนเป็นชื่อ “หงส์รัตนาราม” โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

เล่ากันว่าวัดนี้เกี่ยวข้องกับ #พระเจ้าตากสินมหาราช” พระองค์ใช้เป็นสถานที่จัดเตรียมกองกำลังทหาร บางคราวก็ปรับเปลี่ยนเป็นลานฝึกดาบ ในวัดมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมก่อนออกศึกสงคราม

แต่หลายคนไม่รู้ว่า วัดนี้มีประวัติศาสตร์บางช่วงตอนเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่งใน #อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ความเกี่ยวข้องนี้มีเหตุมาจากการที่อดีตเด็กชายบ้านกลางนาคนหนึ่ง จับพลัดจับผลูได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทยถึง 2 พระองค์ เด็กชายคนนั้นคือ “เด็กชายสอน ลูกนายศรีแก้วนางปาน” แห่งบ้านกลางนา หรือบ้านสนทรา ตำบลปันแต ในปัจจุบัน

#เด็กชายสอน เกิดในรัชกาลที่ 1 แต่มาเติบโตทางพระในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 หลังจากบวชเป็นสามเณร ถูกส่งจากวัดวัง จังหวัดพัทลุง ขึ้นไปอยู่ในวัดหงสาราม

เล่ากันว่าท่านเป็นพระบ้านนอกไม่มีสิทธิ์สอบ แต่ได้แสดงความสามารถให้รัชกาลที่ 2 ทรงประจักษ์ ขณะพระเณรที่เรียนในระบบนับสิบนับร้อยทำข้อสอบไม่ได้ พระสอน ซึ่งไม่ได้เข้าชั้นเรียนด้วยซ้ำ กลับทำข้อสอบได้ สอบปากเปล่าได้ 9 ประโยคในวันนั้นวันเดียว จึงเป็นที่ร่ำลือกันมาก

ศักดินาทางพระของท่านก็ขึ้นพรวดพราด กระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ท่านจึงเป็นพระอาวุโสชั้นราชาคณะ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 3 แถมเป็น “เจ้าอาวาสวัดหงสาราม” ซึ่งมีฐานะเป็นวัดหลวง

ในงานพิธีสร้างศาลหลักเมืองสงขลา ท่านก็ได้รับมอบหมายให้ลงมาเป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธาน

ช่วงปลายๆ รัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระองค์ให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่พระองค์หนึ่งเป็นประธานบูรณะวัดหงสาราม ขุนนางท่านนั้นขอความร่วมมือจากรัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎหนุ่มแน่น เจ้าฟ้ามงกุฎปฏิเสธ ไม่ยอมร่วมมือบูรณะ หลักฐานบอกว่าท่านถือพระองค์ว่า จะเป็นการเสียพระเกียรติ เพราะวัดหงสารามเป็นวัดเล็ก งานบูรณะจึงตกมาถึงพระปิ่นเกล้าฯ ในที่สุด

เข้าใจว่าเจ้าอาวาสวัดหงสารามตอนนั้นคือ #พระสอน หรือ #พระอุดมปิฎก

การไม่ยอมร่วมมือบูรณะวัดหงสาราม อาจจะมีเหตุหนึ่งที่หลักฐานราชการไม่ได้กล่าวถึง ก็คือวัดนั้นมี #พระอุดมปิฎก เป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากรัชกาลที่ 4 ผนวชนาน ทรงวิพากษ์พระสงฆ์ในมหานิกายว่า มีกิจที่ไม่เรียบร้อยเหมาะสม จึงทรงมีเจตนาที่จะก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย

ตำนานชาวสนทรา (บ้านกลางนา) เล่ากันว่า เพราะความคิดเรื่องธรรมยุติที่รัชกาลที่ 4 ทรงดำริตั้งแต่ผนวชนี่เอง ที่ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกับพระอุดมปิฎก

ตอนนั้นพระอุดมปิฎกมีสถานะเป็นพระผู้ใหญ่ ใกล้ชิดรัชกาลที่ 3 ถึงขนาดที่ว่าเป็นผู้มีปฏิภาณคิดคำถวายพระพรพระมหากษัตริย์สดๆ (ที่เรียกว่าการถวายอดิเรก) ที่เป็นต้นแบบที่ใช้กันมาจนปัจจุบัน

เล่ากันว่าเมื่อรู้ว่าจะตั้งธรรมยุติแน่แล้ว พระอุดมปิฎกก็เข้าเฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ บอกว่าจะเกิดอาเพศขึ้นในสยามวงศ์ หากพระองค์เห็นว่าพระสงฆ์ผิดวินัย ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องแก้ด้วยการตั้งนิกายใหม่ ปรับปรุงแก้ไขในนิกายเก่าก็ได้

พูดง่ายๆ ว่าขณะที่รัชกาลที่ 4 อยาก #ปฏิวัติวงการสงฆ์ พระอุดมปิฎกกลับเห็นว่า #ปฏิรูป ก่อนดีกว่า

เข้าใจว่าความขัดแย้งนี้อาจจะก่อให้เกิดความไม่สบายพระราชหฤทัยพอสมควร เห็นได้ว่าคุกรุ่นมาตั้งแต่ท่านไม่ยอมร่วมบูรณะวัด จนเมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ พระอุดมปิฎกขณะอายุ 65 ปี ก็อพยพกลับลงมาบ้านกลางนา (สนทรา) ด้วยหวาดกลัว “ราชภัย”

ตอนขนข้าวของลงเรือสำเภากลับมา มีเจ้าเมืองพัทลุงให้การดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวก เรือสำเภาแล่นเข้าจอดหลังวัดไม่ได้ เพราะคลองเล็กมาก ก็ขุดลอกคลองเสียใหม่ให้กว้างขึ้น ปัจจุบันคลองนี้ไม่หลงเหลือรอยแล้ว ยังก็แต่ในความจดจำของชาวบ้านวัย 50 ขึ้นไป

เล่าขานกันอยู่ในหมู่บ้านและชาวจังหวัดพัทลุง โดยชาวบ้านเชื่อยืนยันว่า ข้าวของและร่องรอยของท่านที่วัดสนทรายังมีเหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์ ที่ปัจจุบันไม่ค่อยได้เปิดให้ใครชม เพราะไม่มีทุนจัดการใดๆ เลย

(ผมเคยเข้าไปดู มีทั้งเตียงตั่ง เครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ ที่เป็นแก่นไม้เก่าแก่ จะถึงยุคที่ท่านขนลงมาจากวัดหงส์รัตนารามหรือไม่ ไม่อาจยืนยัน แต่สันนิษฐานจากความพิเศษและอลังการแล้ว เชื่อว่าร่วมสมัยกับพระอุดมปิฎก ไม่ช่วงชีวิตใดก็ช่วงชีวิตหนึ่ง)

เพราะความขัดแย้งกับรัชกาล 4 นี่เองที่สันนิษฐานว่า เป็นที่มาของการแต่งวรรณกรรม #สุทธิกรรมคำกาพย์ วิพากษ์กษัตริย์โบราณ เป็นแนวเทียบที่ไม่ครองธรรม ตัดสินคดีความโดยไม่รอบคอบ และบอกว่าการมีชีวิตอยู่ใน “แผ่นดิน 2 กษัตริย์” นั้นอันตราย ซึ่งอย่างหลังนั้น ค่อนข้างชัดว่าคือ สถานการณ์การเมืองในยุค รัชกาลที่ 4

พระอุดมปิฎกมรณภาพในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองพัทลุงทำพิธีศพกลางเมืองพัทลุงอย่างยิ่งใหญ่ มีหมายเหตุอยู่ในพงศาวดารเมืองพัทลุงด้วย

ปัจจุบันท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านสนทราและชาวพัทลุงเป็นอย่างมาก ในฐานะต้นแบบของลูกชาวบ้านที่ดิ้นรนต่อสู้ปีนไต่บันไดทางการศึกษาขึ้นไปประสบความสำเร็จ และ #กล้าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพระมหากษัตริย์ เมื่อเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม

อย่างไรก็ตาม อนุภาคเรื่องเล่าความขัดแย้งกับรัชกาลที่ 4 นี้ ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2520 นักวิชาการท้องถิ่นก็เขียนเล่าใหม่ให้คืนดีกัน โดยเพิ่มเติมว่า เมื่อกลับมาอยู่สนทราได้สักพัก #พระอุดมปิฎก ก็ได้รับนิมนต์จาก #รัชกาลที่4 ให้ขึ้นไปร่วมราชพิธีที่กรุงเทพฯ ก่อนพิธีเริ่มพระองค์ก็มีพระราชปฏิสันถารกับพระอุดมปิฎก (ซึ่งนั่งอยู่ปลายแถวสุด-เพราะเป็นพระบ้านนอก-นักวิชาการท้องถิ่นอธิบาย) และขอให้ท่านอวยพร

#อนุภาคคืนดี นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ #อนุภาคความขัดแย้ง กับกษัตริย์จบลงเท่านั้น แต่ยังทำให้การสวดถวายอดิเรกที่ชาวบ้านเล่ากันว่าเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามตำนานเดิม ย้ายมาเกิดขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ด้วย

ตำนานของนักวิชาการท้องถิ่น จึงเป็นตำนานสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปโดยแท้

ผู้เขียน : พิเชฐ แสงทอง

ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน