น้องหมาก็มีหัวใจนะ(4), รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข, กำเนิดโกลเดนรีทริฟเวอร์

รวมความรู้ ทิป และเทคนิคทั่วไป
SafeZ
Super Hero Member
Super Hero Member
โพสต์: 2635
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 09 เม.ย. 2007 8:23 pm
ที่อยู่: อยู่บนดิน
ติดต่อ:

Re: น้องหมาก็มีหัวใจนะ(5),รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข,กำเนิด โกลเดน รีทริฟเวอร

โพสต์โดย SafeZ » พฤหัสฯ. 02 ส.ค. 2007 9:49 pm

kobana เขียน: "สุนัขสามารถเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจได้หรือไม่"

รูปภาพสุนัขสามารถป่วยด้วยโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ ไม่ว่าสุนัขจะอาศัยอยู่นอกบ้าน หรือแม้แต่ภายในบ้านตลอดเวลา สุนัขสามารถติดโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ด้วยยุง โดยเฉพาะยุงตัวเมียที่ต้องกัดกินเลือด ยุงจะเป็นพาหะนำพยาธิระยะติดต่อมาสู่สุนัข ยุงเพศเมียเป็นแมลงขนาดเล็ก จึงสามารถผ่านเข้าออกช่องหน้าต่าง ประตูบ้าน หรือรูต่างๆ เข้ามาภายในบ้านได้ สุนัขทุกตัวจึงมีโอกาสติดและป่วยเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ทุกตัว แม้ว่าจะอยู่ในบ้านก็ตาม ถ้ายุงที่กัดมีเชื้อพยาธิอยู่ ดังนั้นในบริเวณที่มีตัวกักโรค(สุนัขที่ป่วยและไม่ได้รับการรักษา)จะเป็นตัวแพร่เชื้อให้กับสุนัข หรือแมวตัวอื่นๆ หรือทำให้สัตว์ตัวอื่นอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการติดโรคพยาธิหนอนหัวใจ indoors or out.

"สุนัขบางตัวมีความไวต่อการเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจใช่หรือไม่"

ยังไม่มีรายงานการศึกษาใดๆ ที่ชี้ว่าสุนัขตัวใด สายพันธุ์ใดมีภูมิต้านทานต่อโรคพยาธิหนอนหัวใจ

"จะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขป่วยเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจแล้ว"

รูปภาพการที่จะทราบว่าสุนัขป่วยเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจหรือไม่ มีหนทางเดียวคือนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคนี้ การตรวจมีด้วยกันหลายวิธี ทั้งวิธีที่ง่ายจนถึงวิธีการที่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่ทั้งนี้ก็ใช้เวลาไม่มากก็สามารถทราบผลได้ แต่ไม่ควรรอที่จะตรวจร่างกาย โดยเฉพาะในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรคนี้มากพอสมควร โดยเฉพาะในเขตชุมชน กรณีที่ทราบว่าสุนัขป่วยด้วยโรคพยาธิหนอนหัวใจแล้ว สามารถให้การรักษาได้ แต่การรักษายังไม่ถือว่าปลอดภัยสำหรับการรักษาได้อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผลข้างเคียงภายหลังจากการรักษา รวมทั้งยาที่ใช้ในการรักษามีราคาค่อนข้างแพง

"เมื่อไหร่จึงควรนำสุนัขไปตรวจว่าเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจหรือไม่"

ยุงคือพาหะของโรคนี้ ยุงที่เป็นพาหะสามารถพบได้ตลอดเวลา ดังนั้นสุนัขมีโอกาสติดโรคได้ตลอดเวลา เวลาที่เหมาะสมที่จะต้องนำสุนัขไปตรวจการป่วยเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์

"จะสามารถป้องกันสุนัขไม่ให้ป่วยด้วยโรคพยาธิหนอนหัวใจได้อย่างไร"

ถ้าผลการตรวจพบว่าสุนัขไม่ติดเชื้อพยาธิหนอนหัวใจ การป้องกันโรคนี้ก็จะทำได้ง่ายๆ ทั้งนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ด้วยการจัดโปรแกรมการฉีดยาป้องกัน หรือการกินยาป้องกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้เสมอ ก่อนที่จะใช้โปรแกรมการป้องกันใดๆ ต้องนำสุนัขไปตรวจการติดเชื้อเสียก่อน

fr: http://www.vet.ku.ac.th/library-homepag ... hw_inf.htm


หมาที่บ้านผมก็เคยเป็น แมวด้วย เป็นแล้ว 3-4เดือนก็ตาย ยังคิดถึงมันอยู่เลย  :'(  :'(  :'(  :'(
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

โรคหัวใจในสุนัขคืออะไร

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 02 ส.ค. 2007 9:53 pm

โรคหัวใจในสุนัขคืออะไร

โรคหัวที่พบในสุนัขสามารถพบได้เช่นเดียวกับในคน คือสามารถพบได้ตั้งแต่เกิด หรือหลังเกิด แต่โดยทั่วไปมัพบว่าโรคหัวใจในสุนัขมีการพัฒนาขึ้นในช่วงกลางๆชีวิตโรคหัวใจของสุนัขที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired heart disease) เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด, สุนัขที่พบว่าเป็นโรคหัวใจมักเป็นสุนัขที่มีอายุมาก


โรคหัวใจในสุนัขมีได้หลายๆ ชนิดหรือไม่

โรคหัวใจในสุนัขที่พบได้เสมอมี 2 ชนิด

    * ชนิดแรก เป็นชนิดที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ โดยที่ลิ้นหัวใจมีการปิดไม่ดี ทำให้มีการรั่ว ยังผลทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ
    * โรคหัวใจอีกชนิดหนึ่งคือ โรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อหัวใจ โดยมักพบว่าผนังห้องหัวใจบางและมีความอ่อนแอ บีบตัวไม่ดี

โรคหัวใจทั้งสองชนิดจะค่อยพัฒนาขึ้น โดยใช้ระยะเวลา แต่ผลในที่สุดก่อให้เกิดภาวะที่มีความรุนแรงต่อการทำงานของหัวใจที่เรียกว่า หัวใจล้มเหลว(heart failure)

รูปภาพ

อาการของโรคหัวใจในสุนัขเป็นอย่างไร

อาการของโรคหัวใจในสุนัขค่อนข้างผันแปร หรือไม่แน่นอน อาจจะพบได้ตั้งแต่ประเภทที่ไม่สามารถสังเกตอาการได้จนถึงสามารถสังเกตพบอาการได้ แต่อาการจะมีความเด่นชัด หรือมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อการพัฒนาของโรคหัวใจมีมากขึ้น
อาการโรคหัวใจในสุนัขที่พบได้ส่วนใหญ่ได้แก่ :

        * อ่อนเพลียง่าย หรือขาดพลังงาน (lack of energy)
        * หายใจลำบาก
        * ไม่กินอาหารและน้ำหนักตัวลดลง
        * มีการไอบ่อยๆ
        * อ่อนแอ
        * เป็นลม(fainting)
        * ท้องขยายใหญ่(abdominal swelling)


ทราบได้อย่างไรว่าสุนัขเป็นโรคหัวใจ

ผู้ที่จะให้คำตอบที่ดีที่สุดว่าสุนัขเป็นโรคหัวใจคือ สัตวแพทย์ประจำตัวสุนัขของท่าน การนำสุนัขของท่านไปตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจร่างกาย เป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะทำให้ตรวจพบปัญหาทางสุขภาพ หรือโรคหัวใจในระยะเริ่มต้นได้

เมื่อนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ สัตวแพทย์อาจจะถามเจ้าของถึงอาการ หรือข้อมูลที่จำเพาะเกี่ยวกับสุนัขของท่าน (การซักประวัติสัตว์ป่วย) ก่อนที่จะทำการตรวจร่างกายสุนัข ถ้าสัตวแพทย์สงสัยว่ามีปัญหาทางสุขภาพ หรือโรคหัวใจ อาจจะต้องมีการตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัยโรคที่จำเพาะมากขึ้น เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ๊กเรย์ ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือตรวจวิธีการอื่นๆที่จำเป็น การตรวจร่างกายเป็นประจำ(ทุกปี)จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้สามารถตรวจพบโรคหัวใจในสุนัขในระยะเริ่มต้นได้


โรคหัวใจของสุนัขสามารถรักษาได้หรือไม่

โรคหัวใจของสุนัขสามารถรักษาได้ แม้ว่าไม่มีการรักษาแบบใดๆ ที่สามารถรักษาโรคหัวใจของสุนัขได้ทุกชนิด การรักษาด้วยวิธีการต่างๆ หรือสมัยใหม่สามารถทำได้ ความสำเร็จของการรักษาโรคหัวใจสุนัขขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการ แต่การตรวจพบปัญหาโรคหัวใจในระยะแรกๆจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะเป็นการช่วยรักษาชีวิตสุนัขของท่านให้ยืนยาวต่อไปและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น


fr:  http://www.vet.ku.ac.th/library-homepag ... dis_k9.htm

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

Re: น้องหมาก็มีหัวใจนะ(5),รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข,กำเนิด โกลเดน รีทริฟเวอร

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 02 ส.ค. 2007 9:57 pm

หมาที่บ้านผมก็เคยเป็น แมวด้วย เป็นแล้ว 3-4เดือนก็ตาย ยังคิดถึงมันอยู่เลย



น่าสงสารจริงๆ  :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'(

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

การดูแลหูและโรคของหู : ช่องหูภายนอกอักเสบ

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 02 ส.ค. 2007 10:06 pm

รูปภาพ


รูปภาพ  เจ้าของสุนัขมักจะนำสุนัขของตนเองมาพบสัตวแพทย์และมักจะมาบ่นให้ฟังอยู่เสมอว่า "หูสุนัขของตนเองมีกลิ่นที่เหม็นน่ารังเกียจมากเลย มันเป็นอะไรหรือค๊ะ/ครับ?" หรือ"แมวของชั้นชอบเกาหูมากเลย มีขี้หูดำมาก ชั้นจะทำอย่างไรดี" หรือ "สุนัขของผมชอบเอาหูไปถูไปกับพรม แต่ผมไม่พบว่ามีความผิดปกติใดๆ เลย ทำไมเจ้าตูบของผมจึงเป็นอย่างนั้น" เหล่านี้เป็นคำถามที่สัตวแพทย์ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ อาการของโรคหู

    สุนัข หรือแมวที่มีอาการของโรคในช่องหู เราอาจจะพบว่าอาการเหล่านี้ได้
  # มีกลิ่น
  # มีการเกาหู หรือเอาหู (หัว) ไปถูกับวัตถุ
  # มีสิ่งคัดหลั่งออกมาจากช่องหู
  # ช่องหู หรือใบหูมีสีแดง หรือบวม
  # มีการสั่นหัว หรือเอียงหัวไปด้านใดด้านหนึ่ง
  # มีอาการเจ็บรอบๆหู
  # มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ซึม หรือหงุดหงิด

    โรคของช่องหูเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากที่สุดในสัตว์เลี้ยง (ทั้งสุนัขและแมว) ส่วนใหญ่เป็นการอักเสบของช่องหูภายนอกที่เรียกว่า "otitis externa" ปัญหาช่องหูอักเสบพบได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสุนัขทั้งหมด จากการศึกษาสถิติการพบปัญหาช่องหูอักเสบในแมวพบได้ประมาณ 2 - 6.6 เปอร์เซ็นต์

    สาเหตุของการเกิดช่องหูอักเสบ

    ปัญหาโรคช่องหูสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เมื่อเราพบว่าสัตว์เลี้ยงของเรามีปัญหาโรคของช่องหู สิ่งที่ต้องคิดถึงและเป็นสาเหตุโน้มนำที่เป็นไปได้ที่ทำให้เกิดปัญหาโรคของช่องหูภายนอกได้แก่ การแพ้ (allergies) เช่น
  # พยาธิภายนอก เช่น ไรในหู (ear mites)
  # จุลินทรีย เช่น แบคทีเรีย และยีสต์
  # สิ่งแปลกปลอม เช่น เกสรดอกไม้ หรือหนามของพืช
  # การได้รับบาดเจ็บ (trauma)
  # มีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น hypothyroidism
  # สิ่งแวดล้อมภายในช่องหูที่ผิดปกติ เช่น มีความชื้นมากเกินไป และความผิดปกติทางกายวิภาคของช่องหู
  # มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือทางภูมิคุ้มกัน (immune conditions) และการเกิดเนื้องอก

    การแพ้(Allergies): สุนัขที่มีอาการแพ้ ไม่ว่าจะเป็นการแพ้อาหาร (food allergy) หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันหายใจเอาเข้าไปในร่างกาย พบว่ามีบ่อยครั้งเหมือนกันที่ก่อให้เกิดปัญหาของช่องหูได้ ในความเป็นจริงปัญหาของช่องหูอาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของอาการแพ้ด้วยซ้ำไป เนื่องจากการแพ้ที่เกิดขึ้นจะมีผลไปเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมภายในช่องหู ซึ่งเป็นเหตุโน้มนำทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือยีสต์แทรกซ้อนขึ้นมาได้ ถ้าเรารักษาแต่เพียงปัญหาการติดเชื้อแทรกซ้อน เราจะไม่สามารถกำจัดสาเหตุของปัญหานั้นได้ เราจำเป็นต้องรักษาปัญหาการแพ้ของสุนัขด้วย

    พยาธิ(Parasites): ไรในหู หรือ ear mite ที่ชื่อว่า Otodectes cynotis เป็นไรที่พบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาของช่องหูในลูกแมวที่พบได้บ่อยมากที่สุด สัตว์เลี้ยงบางตัวมีภาวะภูมิไวเกินไป (hypersensitivity)ต่อตัวไรมาก และมักทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง สัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะมีการเกาอย่างรุนแรง จนทำให้ใบหูและช่องหูเกิดบาดแผลจากการเกาได้

    แบคทีเรียและยีสต์(Bacteria and Yeast): มีแบคทีเรียและยีสต์มากมายหลายชนิด เช่น ยีสต์ Malassezia pachydermatis เป็นตัวสาเหตุของการติดเชื้อในช่องหูที่สำคัญ โดยปกติหูที่มีสุขภาพดีจะมีความสามารถในการป้องกันจากการติดเชื้อจุลินทรีย์นี้ได้ดี แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมในช่องหูมีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากการแพ้ หรือมีความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือมีความชื้น เชื้อแบคทีเรียและยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เป็นผลทำให้ไปทำลายกลไกการป้องกันการติดเชื้อที่ร่างมีอยู่

    สิ่งแปลกปลอม(Foreign Bodies): เกสรดอกไม้ หรือหนามของพืช (plant awns) ซึ่งอาจจะหักติดค้างที่เสื้อผ้าของเจ้าของ หรือที่ขนของมัน (แม้ว่าเป็นเพียงหนามสั้นๆ ก็ตาม) สามารถที่จะตกเข้าไปในช่องหูได้ ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อช่องหู สัตว์จะเกา ทำให้เกิดบาดแผลจากการเกาและติดเชื้อแทรกซ้อนก่อนที่เจ้าของจะทราบเสียอีก ดังนั้นเจ้าของควรทำความสะอาดตัวสัตว์เลี้ยงภายหลังจากที่นำมันไปเดินเล่นนอกบ้าน รวมทั้งจะได้ตรวจสอบหูไปในตัวด้วย

    การได้รับบาดเจ็บ (Trauma): ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การทำร้ายตัวจนเกิดบาดแผลที่ใบหู หรือช่องหู มักเป็นผลมาจากการเกาอย่างรุนแรงมากกว่า

  ความผิดปกติทางฮอร์โมน (Hormonal Abnormalitites): ภาวะการขาดฮอร์โมน (deficiencies) หรือมีฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป (excesses) จะสามารถทำให้เกิดปัญหาของผิดหนังและช่องหูได้ ไธรอยด์ฮอร์โมน กลูโคคอร์ติคอร์ย ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมหมวกไต และฮอร์โมนเพศเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพบต่อสุขภาพของผิวหนังและหูทั้งสิ้น

    สิ่งแวดล้อมในช่องหู (Ear Environment):แบคทีเรียและยีสต์ชอบที่อาศัยอยู่ในช่องหู ที่ซึ่งมีความอบอุ่น มืดและมีความชื้น สุนัขที่มีน้ำหนักมาก หรืออ้วน ใบหูพับลงอย่างสุนัขพันธุ์ค๊อกเกอร์สเปเนียล อาจจะพบว่ามีปัญหาของช่องหูมากกว่าสุนัขพันธุ์อื่นๆ เพราะช่องหูมีความชื้นมาก

    สาเหตุอื่นๆ (Other Cause: สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาทางช่องหู ที่พบได้คือ ปัญหาที่เกิดจากพันธุกรรรม แต่พบได้ยาก และมักพบได้ในบางพันธุ์เท่านั้น ซึ่งรวมถึง ปัญหาโรค dermatomyositis ในสุนัขพันธุ์คอลลี่ (Collies) และ Shetland sheepdog และผิวหนังอักเสบแบบเปรียก (seborrhea) ในสุนัขพันธุ์ Shar Peis และ West Highland White Terriers. ส่วนปัญหาโรค Eosinophilic granulomas จะมีความเกี่ยวพันกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและสามารถทำให้เกิดปัญหาในช่องหูของแมวได้เช่นกัน ภาวะเนื้องอกอื่นๆ หรือ เนื้อร้ายอย่าง squamous cell carcinomas, melanoma สามารถพบได้ในช่องหูเช่นกัน

  การวินิจฉัย

    เนื่องจากสาเหตุของการเกิดปัญหาของช่องหูมีมากมายหลายอย่าง เราจึงไม่อาจจะนึกถึงแต่เพียงว่า "มีการติดเชื้อในช่องหูเท่านั้น" แล้วให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียวแล้วปัญหาจะหมดไป สิ่งที่จะต้องกระทำต่อไปให้มากกว่านั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น สัตวแพทย์อาจจะต้องใช้กล้องส่องตรวจช่องหู (otoscope) เพื่อตรวจดูช่องหูและประเมินการอักเสบของช่องหูที่เกิดขึ้น ถ้าการอักเสบนั้นเกี่ยวข้องกับเยื่อแก้วหู และตรวจหาสิ่งแปลกปลอม หรือเนื้องอก หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาของช่องหู ถ้าต้องการตรวจสอบการติดเชื้อ สามารถทำการป้ายเก็บตัวอย่างเชื้อ (swab) จากสิ่งคัดหลั่งในช่องหู และนำไปป้ายบนแผ่นสไลด์แก้ว ย้อมสีและส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ตรวจหาตัวไร แบคทีเรีย หรือยีสต์ ได้ การซักประวัติสัตว์ป่วยและการตรวจร่างกายจะสามารถช่วยให้สามารถหาสาเหตุของปัญหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน หรือการแพ้ หรือจากพันธุกรรมหรือไม่ ถ้าสงสัยว่าปัญหาโรคในช่องหูอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุดังกล่าว การตรวจทดสอบเพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติมเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำต่อไป ถ้าการติดเชื้อแบคทีเรียนั้นไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่ให้กับสัตว์ การเพาะเลี้ยงเชื้อและการทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะของเชื้อที่แยกได้จากช่องหูเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรจะต้องกระทำก่อนที่จะเลือกใช้ยาชนิดอื่นต่อไป

    การรักษา

    การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น การให้ยาปฏิชีวนะจะใช้สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนยาต้านเชื้อราจะใช้สำหรับการติดเชื้อยีสต์ การให้ยากลูโคคอร์ติคอร์ย เช่น เด็กซาเมธาโซนมักจะใช้เพื่อลดการอักเสบในช่องหู (ยาหยอด หรือยากิน) กรณีปัญหาช่องหูที่เกิดมาจากโรคอื่นๆในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือการแพ้ จะต้องให้การรักษาสัตว์ทั้งตัว ไม่เฉพาะแต่ช่องหู เช่น การเสริมฮอร์โมน หรือตรวจทดสอบการแพ้ เป็นต้น

    การแพ้(Allergies):การรักษาการแพ้มักจะรักษาด้วยการหมั่นทำความสะอาดช่องหูอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาทำความสะอาดหู (ear cleaning solution) ยาแก้แพ้ (antihistamine) และการเสริมกรดไขมันบางชนิด ในบางครั้งอาจจะมีความจำเป็นต้องให้คอร์ติโคสเตรียร์รอยด์ ยาเหล่านี้อาจจะให้สัตว์ด้วยการป้อนให้กิน หรือในรูปฉีดก็ได้ หรืออาจจะให้ในรูปที่ใช้ทาภายนอกร่างกายก็ได้ การตรวจทดสอบการแพ้และการทำ immunotherapy(hyposensitization) อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาปัญหาในช่องหู

    ไรในหู (Ear Mites):ปัญหาไรในช่องหูมักทำให้ช่องหูแห้ง ดำ มีเศษเนื้อเยื่อเล็กๆ นิ่มๆ มีลักษณะคล้ายผงกาแฟอยู่ในช่องหู ปัญหาไรในช่องหูพบได้ในแมวมากกว่าในสุนัข (แล้วแต่พื้นที่) ภาวะดังกล่าวนี้ให้การรักษาด้วยการทำความสะอาดช่องหูและให้ยาฆ่าไรก็จะสามารถจัดการกับปัญหาได้แม้วาการรักษาอาจจะต้องใช้เวลานาน(อาจเป็นสัปดาห์ในบางราย)

    ยีสต์ (Yeast): ยีสต์สามารถก่อให้เกิดปัญหาช่องหูที่มีความรุนแรงได้ เรามักจะพบว่ามีสิ่งคัดหลั่งในช่องหูมีลักษณะเป็นไขคล้ายขี้ผึ้งสีน้ำตาลและมีกลิ่นเหม็นมาก การทำความสะอาดช่องหูทุกวันอาจจะช่วยลดปัญหากลิ่นได้บ้าง แต่การติดเชื้อยีสต์ในช่องหูเป็นปัญหาที่ไม่สามารถที่จะกำจัด หรือรักษาให้หายได้ง่ายนัก การรักษาการติดเชื้อยีสต์ในช่องหูอาจจะต้องมีการรักษาที่พิเศษกว่าการรักษาตามปกติ เนื่องจากการให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อยีสต์ได้ ถ้าสงสัยว่ามีการติดเชื้อยีสต์ในช่องหู ควรนำสุนัขไปปรึกษาสัตวแพทย์

    การติดเชื้อแบคทีเรีย(Bacterial Infections): การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องหูสามารถทำให้มีกลิ่นเหม็นในช่องหูได้ รวมทั้งอาจจะพบว่ามีสิ่งคัดหลั่งสีเหลืองด้วย ถ้าปัญหามีความรุนแรงและเรื้อรัง การทำความสะอาดช่องหูเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการจัดการกับปัญหา และการให้ยาปฏิชีวนะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการรักษา และควรอยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์ ถ้าการติดเชื้อในช่องหูมีความรุนแรงมาก การติดเชื้อนั้นมีโอกาสแพร่ หรือรุกลามเข้าไปในช่องหูส่วนกลาง หรือส่วนในได้ การวินิจฉัยและหาสาเหตุของปัญหาให้เร็วที่สุดเป็นสิ่งที่จำเป็น

    โดยปกติการรักษาสภาพช่องหูให้มีความสะอาดอยู่เสมอจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับสัตว์เลี้ยงของท่าน


รูปภาพ
การปลิ้นใบหู เพื่อตรวจช่องหู

รูปภาพ
การทำความสะอาดใบหูและช่องหู


การทำความสะอาดหู

หูของสัตว์เลี้ยงมักจะเป็นรูปตัว" L" มากกว่าหูของคนและเศษเนื้อเยื่อ หรือขี้หูจึงมักจะถูกเก็บสะสมอยู่บริเวณมุมของตัว "L" การกำจัดขี้หูที่สะสมในช่อง หูสามารถทำได้ด้วยการใส่น้ำยาสำหรับทำความสะอาดหู(น้ำยาที่ดี)ลงไปในช่องหู น้ำยาล้างหูที่ดีควรมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ แต่ไม่ควรใช้วิธีการแทง กระแทก ควรบีบนวดบริเวณโคนหูประมาณ 20-30 วินาทีเพื่อทำให้เศษเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มและหลุ่ดออกมา ทำการเช็ดเอาเศษเนื้อเยื่อที่หลุดออกและใช้ก้านไม้ที่พันด้วยสำลีที่ชุบให้ชุ่มไปด้วยน้ำยาทำความสะอาดช่องหู ให้ทำซ้ำๆ กันจนไม่พบว่ามีเศษเนื้อเยื่อ หรือขี้หูหลงเหลืออยู่ในช่องหูอีก ถ้าสภาพภายในช่องหูมีเนื่อเยื่อ หรือขี้หูมาก อาจจะทำความสะอาดตามวิธีดังกล่าววันละ 2 ครั้ง

อาจจะใช้ก้านไม้พันด้วยสำลี หรือ cotton bud ในการทำความสะอาดช่องหู และด้านในของใบหู แต่ไม่ควรแหย่ให้ลึกเข้าไปในช่องหูมากนัก เพราะจะทำให้ขี้หู หรือเศษเนื้อเยื่ออัดกันแน่นภายในช่องหูมากกว่าเป็นการเขี่ยเอามันออกมา

สัตว์บางตัวพบมีว่าปัญหาของช่องหูที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวด การทำความสะอาด หรือขณะให้การรักษาอาจจะมีความจำเป็นต้องทำให้สลบเสียก่อน แต่ในบางครั้งสัตว์จะไม่ยอมให้ทำความสะอาดหูของมัน เพราะมันไม่ชอบ มันรำคาญ เจ้าของจะต้องพูดคุยกับมัน ให้มันผ่อนคลายในระหว่างที่ทำความสะอาด ถ้ามันเชื่อฟังควรต้องชมเชย ให้รางวัล

หลังจากทำความสะอาดหูแล้ว ปล่อยให้มันสั่น หรือสะบัดหัวได้และปล่อยให้แห้ง หลังจากนั้นจึงค่อยใส่ยาให้

การป้องกันโรคหู

หัวใจที่สำคัญในการทำให้ช่องหูมีสุขภาพดีคือ ความสะอาด ควรตรวจสอบช่องหูของสัตว์เลี้ยงของท่านทุกสัปดาห์ การพบว่ามีขี้หูเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นสิ่งปกติ ถ้าสัตว์เลี้ยงชอบเล่นน้ำมาก หรือมีใบหูยาวห้อย หรือมีประวัติโรคของช่องหู แนะนำให้ทำความสะอาดช่องหูเป็นประจำ(2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) ด้วยวิธีการดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ถ้ารอบๆ ช่องหูมีขนยาวมาก ให้ตัดให้สั้น เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การรักษาโรคของช่องหูควรรักษา หรือกำจัดสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นเหตุโน้มนำทำให้เกิดปัญหาของช่องหูจึงจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

พึงระลึกไว้เสมอว่า ถ้าสัตว์เลี้ยงของท่านรู้สึกไม่สะดวกสะบาย กระวนกระวายอย่างมากแสดงให้เห็น ช่องหูมีกลิ่นเหม็นมาก หรือช่องหูมีความผิดปกติ ไม่ควรรีรอที่จะนำมันมาพบสัตวแพทย์ ถ้าเยื่อแก้วหูของสัตว์เลี้ยงของท่านเกิดความเสียหาย การใช้ยาบางชนิด หรือน้ำยาทำความสะอาดช่องหูบางชนิดอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าเป็นการรักษา ดังนั้นจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์


fr:  http://www.vet.ku.ac.th/library-homepag ... isease.htm

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

ทำไมสัตวแพทย์ต้องดึงหนังระหว่างหัวไหล่ของสุนัข

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 02 ส.ค. 2007 10:09 pm

    ทำไมสัตวแพทย์ต้องดึงหนังระหว่างหัวไหล่ของสุนัข

    เพื่อวินิจฉัยว่าสัตว์สูญเสียน้ำหรือไม่ ในสัตว์สุขภาพดีถ้าดึงผิวหนังระหว่างหัวไหล่ขึ้นแล้วปล่อยผิวหนังจะกลับสภาพเดิมทันที ในสัตว์ที่มีการสูญเสียน้ำ ผิงหนังจะมีของเหลวน้อย ความยืดหยุ่นต่ำ เมื่อถูกยกขึ้นผิวหนังจะไม่คืนสู่สภาพปกติโดยทันที
    ถ้าสุนัขสูญเสียน้ำไป 6 - 8 % ผิวหนังจะไม่คืนสู่สภาพปกติ
    ถ้าสุนัขสูญเสียน้ำไป 12 % สุนัขจะหมดสติและอยู่ในขั้นฉุกเฉิน
    อีกวิธีที่จะดูว่าเกิดการสูญเสียน้ำ คือ การตรวจ mucous membran( เหงือก ) เพราะมันจะชุ่มชื้นอยู่เสมอในสัตว์ที่เสียน้ำ ตาจะโบ๋ อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น แต่ชีพจรแผ่วเบา



fr:  http://www.vet.ku.ac.th/library-homepag ... ydrate.htm

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

รู้ได้ไงว่า เจ้าตูบหัวเราะ

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 03 พ.ย. 2007 6:34 am

โน้ต-อุดม แต้พานิช บอกว่า จะรู้ไหมว่า หมาแก่ เพราะหมาไม่ได้มีตีนกาเสียหน่อย แล้วถ้าจะถามอีกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า หมาหัวเราะ งานนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาบอกให้ฟังกัน

แพทริเซีย ไซโมเนต ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์กล่าวว่า ถ้าคุณลองถามหมาของคุณดูว่า ไปเดินเล่นด้วยกันไหม หรือเวลาเรากลับบ้านมันจะเข้ามาหาด้วยความดีใจ และโดยเฉพาะยามที่มันหลอกเจ้าของได้ มันจะรู้สึกดีใจเป็นพิเศษ อย่างเช่น เวลามันยิ้มจะเชื้อเชิญให้เด็กๆ เข้ามาใกล้ มันต้องกระดิกหางหมุนตัว ส่งเสียงเห่าเรียกเบาๆ เหมือนกับจะเรียกให้เด็กๆ ไปหา หรือว่า มันมักจะหนอนหงายหลังลงกับพื้น ที่สำคัญมันจะทำหน้าตาทะเล้น เมื่อหมาคุณมีลักษณะดังนี้แล้ว เชื่อเถอะว่า มันกำลังหัวเราะกับคุณอยู่แน่นอน




fr: Lisa 12.9.07
แก้ไขล่าสุดโดย kobana เมื่อ จันทร์ 29 ก.ย. 2008 4:36 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

ทำไมน้องหมากัดคนขี้กลัว

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 26 ม.ค. 2008 12:31 am

ทำไมน้องหมากัดคนขี้กลัว


ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่นของมนุษย์ที่เกิดจากความยินดี ตื่นเต้น โกรธ เศร้า ความสุข และความกลัว โดยเฉพาะเมื่อคนเจอน้องหมาหน้าตาดุร้ายก็รู้สึกกลัว และน้องหมาที่ได้กลิ่นนี้ก็มักกัดคนขี้กลัวซะเลย และเจ้าหมาน้อยมันก็มีความสามารถในการดมกลิ่นได้ประมาณ 1,000 กลิ่น ในขณะที่มนุษย์ได้กลิ่นแค่ 350 กลิ่นเท่านั้นเอง


fr: Lisa 14.11.07

Dj.ZA
DJ
DJ
โพสต์: 2316
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 05 มิ.ย. 2007 1:36 pm
ที่อยู่: @PTC.ICPHYSICS Webboard
ติดต่อ:

Re: ทำไมน้องหมากัดคนขี้กลัว

โพสต์โดย Dj.ZA » เสาร์ 26 ม.ค. 2008 12:44 am

ไม่มีเหตุผลว่าต้องกัดอยู๋ดี รายว๊าาา  >:(
หมายเหตุ การปิดโฆษณาจะมีผลเมื่อเข้าระบบแล้วเท่านั้น

nunuvvk
Super Member
Super Member
โพสต์: 1161
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ 06 ต.ค. 2007 2:36 pm
ติดต่อ:

Re: น้องหมาก็มีหัวใจนะ(5),รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข,กำเนิด โกลเดน รีทริฟเวอร

โพสต์โดย nunuvvk » เสาร์ 26 ม.ค. 2008 1:41 am

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น-------------->เวลา  ตื่นเต้น

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น-------------->เวลาโกรธ

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น-------------->เวลา เศร้า

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น--------------> ความสุข

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น--------------> ความกลัว

ในเมื่อมันผลิตกลิ่นของทุกอารมณ์แล้วทำไมน้องหมาต้องกัดเฉพาะคนที่กลัวด้วยละ ??? ???
ใครรู้ช่วยตอบด้วย
เวบคลิกในดวงใจ จ่ายจริงได้มาเอง สนใจคลิกที่แบนเนอร์แล้วสมัครได้เลยจ้า

รูปภาพ
[iurl=http://shopmarketonline.info]Buy Cheap Free Ship HP Q2612A [/iurl]   [size=120][iurl=http://www.cruzermicro.bestbuy4yous.com/]Cruzer Micro USB Flash Drive [/iurl][iurl=http://www.bestbuy4yous.com/crest-whitestrips/]crest whitestrips [/iurl]

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

Re: น้องหมาก็มีหัวใจนะ(5),รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข,กำเนิด โกลเดน รีทริฟเวอร

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 26 ม.ค. 2008 7:34 pm

nunuvvk เขียน:
ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น-------------->เวลา  ตื่นเต้น

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น-------------->เวลาโกรธ

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น-------------->เวลา เศร้า

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น--------------> ความสุข

ฟีโรโมน (Pheromone) คือตัวผลิตกลิ่น--------------> ความกลัว

ในเมื่อมันผลิตกลิ่นของทุกอารมณ์แล้วทำไมน้องหมาต้องกัดเฉพาะคนที่กลัวด้วยละ ??? ???
ใครรู้ช่วยตอบด้วย




เคยได้ยินว่า สัตว์เค้าจะรู้ว่า ใครกลัวมันหรือไม่  หากเค้ารู้ตัวว่า คนๆ นั้นมีอำนาจเหนือเค้า เค้าสู้ไม่ได้ เค้าจะไม่กล้าทำอะไร
อาจเป็นได้ว่า เวลาคนที่กลัวเค้า ก็เหมือนกะเค้าอยู่เหนือกว่ามั้งคะ? (เดานะ)
ยิ่งกว่านั้น เคยเห็นเวลาคนกลัวน้องหมานะคะ คือเค้าจะโวยวาย อยู่ไม่นิ่ง บางคนถึงกับสั่น ทำให้ดูท่าทางเหมือนกับจะไปทำร้ายเค้าก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น น้องหมาเลยจ้อง (เพ่งเล็ง) ใหญ่เลย บ้างก็อาจถึงกับกัดเลยด้วยซ้ำ

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

ทำไมหมากับแมวไม่ถูกกัน?

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 29 มี.ค. 2008 6:33 am

ทำไมหมากับแมวไม่ถูกกัน?


เป็นเรื่องซึ่งเห็นกันเป็นปกติ ที่น้องหมาน่ารักจะวิ่งไล่เจ้าเหมียวที่หลงเข้ามาในบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย และนั่นเป็นเรื่องของสัญชาตญาณตั้งแต่ยุคดั้งเดิมนั่นเลยทีเดียว "เพียงเพราะหมากับแมวถูกเอามาเลี้ยงในบ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะอยู่ร่วมกันได้" นักพฤติกรรมสัตว์ ซาร่าห์ ฮีธ ผู้เขียนเรื่อง "Why Does My Cat...?" บอก "แมวอยู่ตรงกลางของห่วงโซ่อาหาร ซึ่งหมาอยู่เหนือกว่าพวกมัน" แต่ไม่ว่าหมาจะพยายามกินแมวจริงๆ หรือไม่ก็ตาม มันก็ขึ้นอยู่กับประเภทของหมาด้วยเช่นกัน  "หมาบางพันธุ์มีสัญชาตญาณของนักล่ารุนแรงเกินกว่าที่พวกมันจะต้านทานไหว อย่างเช่น เทอร์เรียซึ่งเป็นหมาที่เกิดมาเพื่อเป็นนักฆ่า แต่สุนัขที่เป็นนักกีฬาอย่างลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ และสแปเนียล ไม่ค่อยใส่ใจกับแมวเท่าไหร่นัก มันไม่ใช่สัญชาตญาณของพวกมัน" ซาร่าห์ บอก เพราะฉะนั้นหมากับแมวก็คงต้องวิ่งไล่กันไปอย่างนี้ตลอดกาล

fr: Lisa 5.3.08



แต่ก็มีบ้างนี่เนอะ ที่น้องหมากับแมวเหมียวออกจะรักกันดีด้วยซ้ำไป
  :)

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

สุนัข...เครื่องตรวจน้ำตาลมีชีวิต

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 29 มี.ค. 2008 9:35 pm

สุนัข...เครื่องตรวจน้ำตาลมีชีวิต


นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยควีนส์ กำลังฝึกให้สุนัขลองดมตรวจหาโรคเบาหวานที่อยู่ในตัวคน เพราะเคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่าเจ้า 4 ขาสหายของมนุษย์สามารถดมหากลิ่นน้ำตาลในเลือดของเจ้านายได้

ดร. เดบอราห์ เวลล์ และ ดร. ชอน ลอว์สัน มหาวิทยาลัยลินคอล์น และมูลนิธิโรคเบาหวาน ประเทศอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องนี้และกำลังค้นหาผู้ป่วยเบาหวานแบบที่เกิดกับเด็ก เพื่อตรวจหาข้อมูลออนไลน์ และยังต้องการภาพถ่ายวีดีโอที่มีสุนัขกำลังแสดงการตรวจรู้ภาวะน้ำตาลในเลือดที่มีปริมาณต่ำของเจ้านายอีกด้วย

ดร. เวลล์เล่าว่า "เคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่าสุนัขบางตัวจะสามารถดมรู้ถึงอาการน้ำตาลในเลือดต่ำได้ล่วงหน้า" ซึ่งขณะนี้พบคนอังกฤษเพียง 2 รายเท่านั้นที่กำลังฝึกสุนัขให้ดมรู้อาการน้ำตาลในเลือดต่ำของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ดร. เวลล์ ตั้งความหวังไว้ว่าการศึกษาเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการพัฒนาเครื่อง "จมูกอิเล็กทรอนิกส์" เพื่อใช้ตรวจจับพบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงได้

fr: Gourmet Cuisine 091.Feb 2008

ลุJxมี
VIP Member
VIP Member
โพสต์: 3922
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ 08 ก.ย. 2007 8:47 pm

Re: น้องหมาก็มีหัวใจนะ(5),รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข,กำเนิด โกลเดน รีทริฟเวอร

โพสต์โดย ลุJxมี » เสาร์ 29 มี.ค. 2008 10:18 pm

หมาบ้านผม แมว เดินผ่านหน้ามันยังไม่กัดเลย แบบว่า ห่างแค่คืบ  มันก็นั่งมองแมว ส่วนอีกตัวไล่กัดแมว
รูปภาพ

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

Re: น้องหมาก็มีหัวใจนะ(5),รวมรายชื่อโรงแรมสุนัข,กำเนิด โกลเดน รีทริฟเวอร

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 29 มี.ค. 2008 10:25 pm

แบ๊วกว่าเด็กซื่อ เขียน:หมาบ้านผม แมว เดินผ่านหน้ามันยังไม่กัดเลย แบบว่า ห่างแค่คืบ  มันก็นั่งมองแมว ส่วนอีกตัวไล่กัดแมว


ใช่ค่ะ เคยเห็นเหมือนกัน ที่น้องหมาปล่อยให้แมวมาแกล้ง ไม่เห็นว่าไรเลย...

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

น้องหมาที่มีความสุขมักมีการย่อยอาหารที่ดี

โพสต์โดย kobana » จันทร์ 28 เม.ย. 2008 12:09 am

น้องหมาที่มีความสุขมักมีการย่อยอาหารที่ดี


โดยธรรมชาติแล้วน้องหมาเป็นสัตว์กินเนื้อ และมีระบบการย่อยสำหรับโปรตีนจากสัตว์และไขมัน น้องหมาจึงมีฟันที่แข็งแรงไว้แทะกัดทึ้งเนื้อสัตว์ได้ แต่มีระบบการย่อยอาหารที่สั้นและมีระบบการย่อยเนื้อสัตว์เป็นพิเศษ ดังนั้น การย่อยอาหารและอาหารที่มีกากใยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพของระบบกระเพาะและลำไส้ โดยเฉพาะการย่อยอาหารของน้องหมา อาหารที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสูงก็คือ อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไก่ ปลา และไข่ จึงเป็นไปได้ว่า อาหารเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่โดยย่อยไม่หมด ซึ่งสามารถเป็นสาเหตุของท้องอืดท้องเฟ้อและท้องเสียได้ แต่อาหารที่มีกากใย จะช่วยให้ลำไส้ของน้องหมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วน้องหมาของคุณก็จะมีสุขภาพดี มีความสุขไงล่ะ

fr:  Lisa 26.3.08

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

น้องหมาพันธุ์บูลดอก ติดอันดับท็อปเท็นในปี 2007

โพสต์โดย kobana » เสาร์ 19 ก.ค. 2008 4:54 am

น้องหมาพันธุ์บูลดอก ติดอันดับท็อปเท็นในปี 2007


เป็นเวลากว่า 70 ปีมาแล้วที่น้องหมาบูลดอกกลับมาฮิตติดอันดับท็อปเทนในรายการของ Kennel Club ในอเมริกา ครั้งแรกในปี 1915 ก็เคยติดอันดับท็อปเท็นมาแล้ว ส่วนน้องหมาลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ติดอันดับ 1 เป็นครั้งที่ 17 รองลงมาตามลำดับคือ ยอร์กเชียร์ เทอร์เรีย เยอรมันเชพเพิร์ด โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ บีเกิล บ็อกเซอร์ ดัชชุนด์ พุดเดิ้ล ชิสุ และบูลดอก

fr: Lisa 25.6.08

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

พลิกตำราสัตวแพทย์...รักษาหมาต้องตรวจเจ้าของด้วย

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 09 ต.ค. 2008 2:37 am

พลิกตำราสัตวแพทย์...รักษาหมาต้องตรวจเจ้าของด้วย



เคยได้ยินแต่สำนวนว่า "กินอะไร ก็ได้อย่างนั้น" ต่อไปคงต้องเพิ่มสำนวน "เจ้าของเป็นอย่างไร สัตว์เลี้ยงก็เป็นอย่างนั้น" เข้าไปอีก เพราะคุณหมอเฮนริเกา เฮย์น สัตวแพทย์ชาวชิลี ซึ่งเปิดคลินิกรักษาสัตว์อยู่ในเมืองซานติเอโก ได้เขียนตำราสัตวแพทย์ออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งระบุว่า "หากจะต้องรักษาสุนัขก็ต้องตรวจวิเคราะห์ความเป็นอยู่ของเจ้าของมันด้วย"

"เหตุผลที่ทำให้ผมคิดเช่นนี้ เนื่องจากพฤติกรรมการกินอยู่ของสุนัข จริงๆ แล้วก็มักคล้ายคลึงกับพฤติกรรมการกินอยู่ของเจ้านายนั่นแหละครับ หากเจ้านายเป็นคนประเภทที่ชอบกินแต่อาหารที่ไม่ดี แถมยังไม่ชอบออกกำลัง ไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง สุขภาพของสุนัขที่เขาเลี้ยงก็คงไม่ได้ต่างจากเขามากนัก อาหารที่สุนัขกินก็คงเหมือนๆ กับที่เจ้าของกิน จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคเดียวกันได้ครับ อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ดังนั้นเวลาจะลงมือรักษาสัตว์ป่วยตัวใด ผมจึงขอให้เจ้าของกรอกแบบสอบถามถึงนิสัยใจคอและการใช้ชีวิตประจำวันของตนเองเสียก่อน"

หากวันข้างหน้ามีผลการศึกษาออกมายืนยันความคิดของคุณหมอเฮย์นจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเวลาที่เจ้าของกับเจ้าตูบเกิดป่วยพร้อมๆ กัน ใครจะต้องเป็นคนไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยโรคก่อนกัน

fr: Dogazine October 2006

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

ภาวะเลือดกำเดาไหลในสุนัข Epistaxis

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 09 ต.ค. 2008 2:58 am

ภาวะเลือดกำเดาไหลในสุนัข Epistaxis


by: น.สพ.รุ่งโรจน์ โอสถานนท์


ภาวะเลือดกำเดาไหลสังเกตได้ง่าย โดยจะพบว่าสุนัขมีเลือดไหลออกจากจมูก อาจจะไหลออกมาเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้ เราสามารถแยกหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันคือ

1. เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติที่โพรงจมูกโดยตรง (Local Disorders)

เช่น เนื้องอกที่โพรงจมูก ภาวะติดเชื้อราในโพรงจมูก การได้รับสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษพืชชนิดต่างๆ การอักเสบของหลอดเลือดที่โพรงจมูก และภาวะที่เกิดการกระทบกระเทือนที่บริเวณโพรงจมูกอย่างรุนแรง

2. เกิดเนื่องจากความผิดปกติจากระบบอื่นๆ เหนี่ยวนำให้เกิดอาการเลือดกำเดาไหล (Systemic disorders)

เช่น ภาวะที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะเม็ดเลือดแดงในร่างกายสูงกว่าปกติ และภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกาย

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

Re: ภาวะเลือดกำเดาไหลในสุนัข Epistaxis

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 09 ต.ค. 2008 3:06 am

สาเหตุ

หลักการในการหาสาเหตุของการเกิดเลือดกำเดาไหลจำเป็นต้องใช้ประวัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการตรวจร่างกายโดยละเอียด เช่น สุนัขที่มีอาการเลือดกำเดาไหลร่วมกับพบจุดเลือดออกตามที่ต่างๆ ของร่างกาย เช่น เลือดออกใต้ผิวหนัง ถ่ายเป็นเลือด หรือปัสสาวะเป็นเลือด มักเกิดจากภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

สุนัขที่มีอาการเลือดกำเดาไหลเพียงข้างเดียวหรือมีความผิดปกติของโครงสร้างของใบหน้ามักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโพรงจมูกโดยตรง

ส่วนในรายที่เกิดจากเนื้องอก และเชื้อราที่โพรงจมูกมักจะพบเลือดกำเดาไหลร่วมกับมีน้ำมูกสีเขียวเหลืองและมีการอักเสบบวมของโพรงจมูก

ในกรณีที่สงสัยว่าสาเหตุของโรคเกิดจากความผิดปกติที่โพรงจมูกโดยตรงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ ช่วยในการวินิจฉัย เช่น การเอกซเรย์โพรงจมูก การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจ เป็นต้น

ส่วนกรณีที่สงสัยว่าเกิดจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดอาจจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อตรวจหาจำนวนเกล็ดเลือดและภาวะการแข็งตัวของเลือดแบบต่างๆ

การรักษา

การรักษาภาวะเลือดกำเดาไหลขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรค ในการแก้ไขเบื้องต้นอาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณโพรงจมูกร่วมกับการให้สัตว์พักในที่เงียบสงบ ในกรณีที่เลือดยังไม่หยุดไหลหลังจากการใช้น้ำแข็งประคบจำเป็นต้องพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้ยาสงบสัตว์ร่วมกับการให้ยาห้ามเลือดเพิ่มเติม

kobana
Subper Genius Membership
Subper Genius Membership
โพสต์: 17537
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 ม.ค. 2007 3:00 pm

ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดในสุนัข

โพสต์โดย kobana » พฤหัสฯ. 09 ต.ค. 2008 3:14 am

ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดในสุนัข



โดยปกติปัสสาวะของสัตว์ชนิดต่างๆ จะมีสีเหลืองอำพัน ความเข้มของสีปัสสาวะอาจจะขึ้นกับปริมาณของน้ำในร่างกายเป็นหลัก เช่น ในกรณีสุนัขกินน้ำมากปัสสาวะก็จะมีสีเหลืองจาง ส่วนในกรณีที่กินน้ำน้อยปัสสาวะจะมีสีเข้ม สำหรับกรณีที่ปัสสาวะมีสีแดงเกิดจากความผิดปกติของ 2 ส่วนหลักด้วยกันคือ

1. ความผิดปกติที่เกิดจากระบบทางเดินปัสสาวะ

เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากอักเสบ เนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะและเนื้องอกที่ไต เป็นต้น

2. ภาวะเลือดออกในทางเดินปัสสาวะที่เกิดมาจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดหรือมีการทำลายเม็ดเลือดแดงในร่างกายแบบผิดปกติ

กรณีที่การปัสสาวะเป็นเลือดเกิดมาจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น บริเวณของกระเพาะปัสสาวะ สัตว์มักจะแสดงอาการปัสสาวะลำบากร่วมด้วย ส่วนสัตว์ที่ไม่แสดงอาการปวดเบ่งปัสสาวะอาจเกิดจากเลือดออกบริเวณไต ท่อทางเดินปัสสาวะส่วนต้น หรือเกิดจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

สัตว์ที่มีปัญหาต่อมลูกหมากอักเสบมักมีเลือดหยดออกมาจากทางเดินปัสสาวะแบบไม่สัมพันธ์กับการปัสสาวะของสัตว์ ส่วนสัตว์ที่มีเลือดปนในช่วงท้ายของการปัสสาวะ หรือตลอดช่วงการปัสสาวะมักพบความผิดปกติที่กระเพาะปัสสาวะ ท่อทางเดินปัสสาวะหรือไต การวินิจฉัยเพื่อชี้ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริงอาจทำได้โดยการตรวจตัวอย่างปัสสาวะ การเอกซเรย์ระบบทางเดินปัสสาวะและการตรวจเลือด


ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน